แผ่นดินไหวอินโดฯ 7.3 ภูเก็ต-กระบี่ รู้สึกได้

เกิดแผ่นดินไหวขนาดรุนแรง ขนาด 7.3 ริกเตอร์ ใต้ทะเลนอกชายฝั่งตะวันตก ทางตอนเหนือของเกาะสุมาตรา อินโดนีเซียประกาศเตือนภัยสึนามิแล้ว ขณะที่ไทย แจ้งข่าวด่วนให้ ประชาชนตามจังหวัดชายฝั่งแนวอันดามันของไทยเฝ้าระวังแต่คาดว่าไม่เกิดผลกระทบต่อไทย สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อเวลาประมาณ 01.37 น. ได้เกิดแผ่นดินขนาดรุนแรงใต้ทะเล นอกชายฝั่ง เกาะสุมาตรา อินโดนีเซีย ถึง 7.3 ริกเตอร์ โดยจุดศูนย์กลางอยู่ใต้ทะเลลึกราว 29.1 กม. ห่างจากชายฝั่ง จ.บันดาอาเจะห์ ของ เกาะสุมาตรา ราว 423 กม. และห่างจาก กรุงจาร์กาต้า เมืองหลวงอินโดนีเซีย ราว 1,789 กม. เบื้องต้น ทางการอินโดนีเซีย ประกาศเตือนภัยสึนามิ บริเวณจังหวัดตามแนวชายฝั่งทางตอนเหนือของเกาะสุมาตราแล้ว ซึ่งคาดว่า อาจจะเกิดสึนามิ ขนาดเล็ก เข้าซัดชายฝั่ง ซึ่งทางการอินโดนีเซีย กำลังติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ด้าน ศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติของไทย แจ้งข่าวด่วนว่า เหตุแผ่นดินไหวดังกล่าว วัดได้ 7.3 ริกเตอร์ ห่างจากชายฝั่ง จ.ภูเก็ต ราว 836 กม. แต่คาดว่าไม่ส่งผลกระทบมาถึงแนวชายฝั่งทางภาคใต้ของไทย อย่างไรก็ดี ทางศูนย์เตือนภัยฯ แจ้งเตรียมพร้อมเฝ้าระวัง สึนามิแล้ว และกำลังติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง ซึ่งประชาชนสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารได้ที่ เบอร์ 192 หรือ 02-3994114 ขณะที่ สำนักเฝ้าระวังแผ่นดินไหว กรมอุตุนิยมวิทยาของไทย รายงานเบื้องต้นว่า ประชาชน ที่ ภูเก็ต กระบี่ รับรู้แรงสั่นสะเทือนครั้งนี้ และจากการตรวจสอบข้อมูลของเจ้าหน้าที่ พบว่า ไม่เกิดคลื่นสึนามิ ที่ส่งผลกระทบต่อประเทศไทย สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานว่า ทางการอินโดนีเซีย ประกาศยกเลิกเตือนภัยสึนามิแล้ว หลังจากเมื่อเวลาประมาณ 01.37น. ที่ผ่านมาเกิดแผ่นดินไหวใต้ทะเลนอกชายฝั่ง เกาะสุมาตรา ขนาด7.3 ริกเตอร์ โดยรอยเตอร์ รายงานโดยอ้างคำบอกเล่าของผู้อยู่ในเหตุการณ์เผยว่าชาวบ้านในบันดา อาเจะห์ ต่างพากันวิ่งหนีออกจากบ้านหลังทราบข่าวเกี่ยวกับแผ่นดินไหว ส่วนเอเอฟพีรายงานว่า แผ่นดินสั่นสะเทือนเป็นเวลาราว 30 วินาที จนชาวบ้านต้องวิ่งออกไปยังที่แจ้ง แต่ก็กลับเข้าสู่ที่พักไม่นานหลังจากนั้นทั้งนี้ในเวลาต่อมาหลังจากแผ่นดินไหวได้ราวเกือบ1 ชั่วโมง ทางการอินโดนีเซีย จึงประกาศยกเลิกเตือนภัยสึนามิ

อ้างอิงจาก http://hilight.kapook.com/view/66389

การรถไฟเตรียมเปิดใช้เส้นทางรถไฟทางคู่ ฉะเชิงเทรา-แหลมฉบัง

การรถไฟแห่งประเทศไทยเตรียมจัดพิธีเปิดเส้นทางรถไฟทางคู่ช่วงฉะเชิงเทรา-แหลมฉบัง วันที่ 12 มกราคมนี้ คาดช่วยยกระดับการขนส่งของประเทศ ลดต้นทุนการขนส่ง นายจำรูญ ตั้งไพศาลกิจ รองปลัดกระทรวงคมนาคมได้กล่าวถึง การสร้างเส้นทางรถไฟทางคู่ช่วงฉะเชิงเทรา-แหลมฉบังที่ดำเนินการสร้างเสร็จสิ้นแล้วนั้น ทางการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) จะจัดพิธีเปิดอย่างเป็นทางการในวันที่ 12 มกราคมที่จะถึงนี้ โดยเส้นทางรถไฟสายนี้จะช่วยเพิ่มศักยภาพการขนส่งทางรางในการแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้าน รวมทั้งการเชื่อมต่อโครงข่ายการขนส่งจะสามารถทำให้การกระจายสินค้ามีประสิทธิภาพและช่วยลดต้นทุนในการขนส่งมากขึ้น เนื่องจากเส้นทางนั้นสามารถเพิ่มขบวนรถได้มากกว่า 30 เที่ยวต่อวัน ทั้งนี้ ในอนาคตทางกระทรวงคมนาคมได้เตรียมวางแผนให้มีเส้นทางรอบกรุงเทพมหานคร อาทิ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา นครปฐม ชลบุรี พัทยา เป็นระบบรางคู่ ที่ใช้เวลาการเดินทางลดลงจากเดิมเพื่ออำนวยความสะดวกประชาชนด้วย

อ้างอิงจาก http://hilight.kapook.com/view/66377

ถนนยุบในรัสเซียคร่าชีวิตเด็ก 1 ขวบ

เว็บไซต์เดลิเมลของอังกฤษ รายงานเมื่อวันที่ 9 มกราคมว่า เกิดเหตุสุดสลดขึ้นในแคว้นบรีอันสค์ของรัสเซีย เมื่อถนนสายหนึ่งเกิดยุบตัวกะทันหันหลังท่อระบายน้ำใต้ดินแตก ส่งผลให้แม่ลูกคู่หนึ่งตกลงไปในหลุม โชคดีที่แม่รอดชีวิตมาได้ แต่โชคร้ายที่ลูกวัยขวบเศษถูกพัดไปตามท่อระบายน้ำลงสู่บ่อบำบัดน้ำเสียดับอนาถ รายงานระบุว่า เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 8 มกราคมที่ผ่านมา ขณะที่หญิงวัย 26 ปีรายหนึ่ง กำลังพาลูกชายตัวน้อยวัยขวบเศษนั่งรถเข็นเด็กเดินไปตามถนน แต่แล้วเมื่อเธอกำลังเดินข้ามทางแยก กลับเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดขึ้น เมื่อจู่ ๆ ถนนก็ยุบตัวลงเป็นหลุมลึกอย่างไม่ทันได้ตั้งตัว ทำให้เธอตกลงไปในหลุมพร้อมกับลูกน้อย และตกสู่ท่อระบายน้ำที่แตกอยู่เบื้องล่าง จากเหตุการณ์ดังกล่าว คุณแม่วัย 26 ปี ได้รับการช่วยเหลือขึ้นมาได้และได้รับบาดเจ็บเพียงเล็กน้อย แต่ลูกของเธอไม่ได้โชคดีอย่างนั้น เพราะตอนที่ทั้งคู่ตกลงไปในหลุม ลูกของเธอก็กระเด็นออกจากรถเข็นเด็ก ก่อนตกลงในท่อระบายน้ำและถูกกระแสน้ำกลืนร่างพัดไปตามท่อลงสู่บ่อบำบัดน้ำเสีย และเสียชีวิตในที่สุด อย่างไรก็ดี ทางการกำลังสอบสวนเพื่อหาสาเหตุของเหตุการณ์นี้อย่างละเอียด โดยมุ่งประเด็นไปที่โครงสร้างของระบบบำบัดน้ำเสียใต้ดิน ขณะที่คุณแม่ผู้ประสบเหตุนั้น แม้ว่าจะได้รับบาดเจ็บเพียงเล็กน้อย แต่เธอยังคงอยู่ในอาการช็อคกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และยังอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด

อ้างอิงจาก http://hilight.kapook.com/view/66358

จีนสร้างตึก 30 ชั้น เสร็จใน 15 วัน

10 ม.ค. สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า บริษัทก่อสร้างแห่งหนึ่งของจีนได้สร้างความฮือฮา ด้วยการก่อสร้างโรงแรมสูง 30 ชั้น โดยใช้เวลาเพียง 15 วัน เท่านั้น พร้อมกับได้มีการเผยแพร่เทปบันทึกภาพตลอดระยะเวลาในการก่อสร้าง ที่นำมาตัดต่อเป็นวิดีโอความยาวไม่กี่นาที รายงานระบุว่าโรงแรมแห่งนี้มีชื่อว่า อาร์ค โฮเต็ล ถูกสร้างขึ้นใกล้กับทะเลสาบต้งถิง ในมณฑลหูหนาน ประเทศจีน และสร้างเสร็จสิ้นเมื่อช่วงสิ้นปี 2011 ที่ผ่านมา ด้วยเวลาเพียง 360 ชั่วโมง โดยฝีมมือของบริษัทก่อสร้างชื่อดังอย่าง บรอด กรุ๊ป ซึ่งสร้างโรมแรมแห่งนี้ภายใต้เทคโนโลยีนำสมัย โดยใช้โครงสร้างชิ้นส่วนสำเร็จรูป นำไปวางบนโครงสร้างเหล็กที่ใช้เป็นฐานรองรับอีกทีหนึ่งเพื่อสร้างความมั่นคงให้กับฐาน ทำให้ช่วยปริมาณการใช้ซีเมนต์ลงถึง 6 เท่า แม้จะสร้างในระยะเวลาอันสั้น แต่จากการทดสอบของสถาบันวิจัยการก่อสร้างแห่งประเทศจีนพบว่าอาคารแห่งนี้สามารถรับมือกับแผ่นดินไหวระดับ 9.0 อย่างไร้ปัญหา ขณะที่บริษัทผู้ก่อสร้างอ้างว่ามันสามารถทนทานต่อแรงสั่นสะเทือนของแผ่นดินไหวได้ถึง 5 เท่าของอาคารทั่วๆ ไป ขณะเดียวกันทุกโครงสร้างของโรงแรมได้มีการติดฉนวนกั้นเสียงและม่านกันความร้อน นอกจากนี้ในแต่ละห้องยังได้ติดตั้งเครื่องวัดคุณภาพของอากาศ เพื่อรับมือกับปัญหามลพิษทางอากาศในจีนด้วย อย่างไรก็ตามการก่อสร้างอาคารอันรวดเร็วในครั้งนี้ ก็ไม่ใช่ครั้งแรกของบริษัท บรอด กรุ๊ป แต่อย่างใด เนื่องจากก่อนนี้ทางบริษัทก็เคยสร้างตึก 15 ชั้น ขึ้นมาภายใน 6 วันมาแล้ว

อ้างอิงจาก http://news.sanook.com/1090367/%E0%B8

ลอดช่องสิงคโปร์

ส่วนผสม
- แป้งมัน 1 ถ้วย
- หัวกะทิ 2 ถ้วย
- น้ำตาลทราย 2 ถ้วย
- น้ำดอกมะลิ 1 ถ้วย
- น้ำใบเตยข้นๆ ½ ถ้วย
- ขนุนหั่นเป็นเส้นยาวๆ ½ ถ้วย
- น้ำแข็งทุบละเอียด
วิธีทำอาหาร
1 ) ตั้งน้ำให้เดือด ผสมแป้งมันกับน้ำใบเตย คนให้เข้ากัน ค่อยๆ ตักน้ำที่กำลังเดือดใส่แป้งทีละน้อย ใช้ไม้พายคนให้เข้ากันจนแป้งอุ่นพอที่จะนวดได้ นวดให้เหนียวนุ่ม ใช้ไม้คลึงแป้งคลึงแป้งให้เป็นแผ่นบางๆ ตัดแป้งให้เป็นเส้นๆ เล็กๆ คลุกด้วยแป้งนวลเล็กน้อย
2 ) ใส่น้ำลงในหม้อต้มน้ำให้เดือด นำแป้งที่ตัดเป็นเส้นๆ ลงต้มให้สุก ตักขึ้นให้สะเด็ดน้ำ ใส่ลงในน้ำเย็น จนเส้นคลายความร้อน ตักขึ้นให้สะเด็ดน้ำ พักไว้
3 ) กะทิตั้งไฟพอเดือดยกลง ทิ้งไว้ให้เย็น ใส่ตัวลอดช่องที่ต้มสุกแล้ว คนให้เข้ากัน
4 ) ผสมน้ำตาลทรายกับน้ำดอกมะลิตั้งไฟให้เดือด ใส่ขนุน พอขนุนสุก ยกลงทิ้งไว้ให้เย็น
5 ) เวลารับประทาน ตักลอดช่องและกะทิใส่ถ้วย ใส่น้ำเชื่อมและขนุน คนให้เข้ากัน ใส่น้ำแข็งทุบละเอียด เสิร์ฟรับประทานทันที

อ้างอิงจาก http://variety.teenee.com/foodforbrain/42138.html

ข้าวหน้าสาหร่ายญี่ปุ่น

ส่วนผสม
- ข้าวญี่ปุ่นหุงสุกแล้ว 1 ถ้วยตวง
-  น้ำส้มสายชูญี่ปุ่น 4 ช้อนโต๊ะ
- น้ำตาลทราย 1 ช้อนโต๊ะ
- ซีอิ๊วญี่ปุ่น (คินซาน) 1 ช้อนโต๊ะ
- เกลือ 1/2 ช้อนชา
- งาดำ งาขาว 1 ช้อนโต๊ะ
- ต้นหอมญี่ปุ่นซอยเป็นแว่น 1 ช้อนโต๊ะ
- ขิงดองญี่ปุ่น 30 กรัม
- พริกชี้ฟ้าแดงซอย 1 เม็ด
- ไข่เจียวซอยเป็นเส้น 1 ฟอง
- สาหร่ายโนริฉีก 10 กรัม
- ปลากรอบปรุงรส สำหรับโรยหน้า
วิธีทำอาหาร
1 ) ในชามผสม ใส่น้ำส้มสายชู น้ำตาลทราย ซีอิ๊วญี่ปุ่น เกลือ ผสมให้เข้ากัน ให้น้ำตาลทรายละลายพักไว้
2 )  ในชามผสมอีกใบ ตักข้าวญี่ปุ่นที่หุงสุกแล้วลงไปในชามผสมแล้วตักน้ำที่ผสมไว้ในข้อ 1 ลงไปทีละน้อยก่อน (ข้าวจะได้ไม่แฉะ) คนให้เข้ากัน
3 ) ชิมรสข้าวให้ออกเปรี้ยว เค็ม หวาน หรือตามต้องการ
4 ) ใส่งาดำ งาขาว ต้นหอมญี่ปุ่นซอยเป็นแว่น ขิงดองญี่ปุ่น พริกชี้ฟ้าแดงซอย ไข่ซอยเป็นเส้น และสาหร่ายโนริฉีก ผสมให้เข้ากัน
5 ) ตักข้าวใส่จาน โรยหน้าด้วยสาหร่าย และปลากรอบปรุงรส เสิร์ฟทันที

อ้างอิงจาก http://variety.teenee.com/foodforbrain/42119.html

บอลลูนตกในนิวซีแลนด์ ผู้โดยสารตายเรียบ 11 ราย

บอลลูนตกกลางทุ่งไร่ในนิวซีแลนด์เพลิงลุกไหม้ทำให้มีผู้เสียชีวิตทั้งหมด 11 คน ตำรวจยังไม่สามารถระบุสาเหตุได้ วันนี้ 7 มกราคม สำนักข่าวซีเอ็นเอ็นของสหรัฐอเมริกา รายงานว่า เกิดเหตุบอลลูนตกกลางทุ่งแห่งหนึ่ง ใกล้กับเมืองคาร์เตอร์ตัน ทางตะวันออกเฉียงเหนือของกรุงเวลลิงตัน ประเทศนิวซีแลนด์ เป็นเหตุให้ผู้ที่อยู่บนบอลลูนทั้งหมด 11 คนเสียชีวิต ตามรายงานระบุว่า บนบอลลูนดังกล่าว มีคนบังคับบอลลูน 1 คนและนักท่องเที่ยวอีก 10 คน ซึ่งตำรวจเชื่อว่า มาจากกรุงเวลลิงตันและพื้นที่อื่น ๆ ด้วย โดยเจ้าหน้าที่ยังไม่ทราบสาเหตุของการตกที่แท้จริง เนื่องจากว่า เมื่อตรวจสอบทัศนวิสัยในขณะนั้นก็พบว่า ท้องฟ้าโปร่งใสดี และบริเวณที่เกิดเหตุก็เป็นพื้นที่ยอดนิยมสำหรับการปล่อยบอลลูน ทั้งนี้ ตำรวจได้สอบถามผู้ที่เห็นเหตุการณ์รายหนึ่ง เล่าว่า เห็นบอลลูนชนสายไฟ ก่อนพุ่งตกลงพื้นอย่างรวดเร็วขณะลอยอยู่กลางอากาศที่ระดับความสูง 150 เมตร แต่ก็ยังไม่เป็นที่ชัดเจนถึงจุดเริ่มต้นที่ทำให้เกิดเพลิงลุกไหม้ท่วมบอลลูน นอกจากนี้ ผู้เห็นเหตุการณ์อีกรายหนึ่งยังเล่าว่า เขามองเห็นผู้โดยสาร 2 คนพยายามกระโดดข้ามตะกร้าบอลลูนที่กำลังเกิดเพลิงลุกไหม้ อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ตำรวจยังไม่เปิดเผยรายชื่อผู้เสียชีวิตจนกว่าจะติดต่อญาติสนิทให้มารับศพได้ โดยตำรวจเผยว่า เหตุการณ์ครั้งนี้ถือเป็นเหตุการณ์ที่น่าสะเทือนใจเหตุการณ์หนึ่ง และตำรวจจะเร่งหาสาเหตุของอุบัติเหตุในครั้งนี้ต่อไป

อ้างอิงจาก http://hilight.kapook.com/view/66278

สายบันจี้จัมพ์ขาดขณะกระโดดที่ซิมบับเว

หญิงสาวชาวออสเตรเลียรอดตายหวุดหวิด หลังเกิดอุบัติเหตุสายบันจี้ขาดระหว่างกระโดดจากสะพานด้วยความสูง 25 เมตร เมื่อวันที่ 9 มกราคม สำนักข่าวเอพีรายงานว่า เอริน แลงเวิร์ทธี ชาวออสเตรเลียวัย 22 ปีร่วงตกแม่น้ำแซมบีซี่ ประเทศซิมบับเว โดยศีรษะพุ่งตกลงไป หลังจากที่เชือกขาดระหว่างกระโดดบันจี้จากสะพานที่ความสูง 25 เมตร โดย แลงเวิร์ทธี เปิดเผยถึงเหตุการณ์ดังกล่าวว่า ตอนที่พุ่งลงไป ความรู้สึกดับวูบทันทีและเหมือนถูกตบหน้าอย่างแรง ตอนที่กระแทกถูกน้ำ เธอยังต้องต่อสู้กับกระแสน้ำที่เชี่ยวกราก ขณะที่เท้าทั้งสองข้างถูกเชือกมัดไว้ แต่ในที่สุดก็สามารถดึงเชือกจนหลุด ก่อนจะว่ายขึ้นฝั่งได้สำเร็จ และคิดว่าเป็นปาฏิหาริย์จริง ๆ ที่เธอรอดชีวิตมาได้ อย่างไรก็ตาม หลังเกิดเหตุ เธอถูกส่งไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลในแอฟริกาใต้ เป็นเวลา 1 สัปดาห์ เนื่องจากมีแผลแตกและฟกช้ำทั่วทั้งตัว แต่ไม่ได้รับบาดเจ็บสาหัสจากการตกน้ำ ขณะที่ทางด้านเว็บไซต์ของบริษัทบันจี้จั๊มพ์ดังกล่าวก็ยังคงอ้างว่าเชือกของบริษัทมีความปลอดภัย

อ้างอิงจาก http://hilight.kapook.com/view/66311

วันครู

ในวันที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2499 คณะรัฐมนตรีมีมติให้วันที่ 16 มกราคมของทุกๆ ปี เป็นวันครู และการจัดงานวันครู ได้มีขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2500 และให้ดำเนินเรื่อยมาทุกปี นับตั้งแต่บัดนั้นมา โดยจัดให้มี วันครู ขึ้นพร้อมกันทั่วประเทศ 
1 ) ความหมายของครู 
ผู้อบรมสั่งสอน ผู้ถ่ายทอดความรู้ ผู้สร้างสรรค์ภูมิปัญญา และพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เพื่อนำไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองของสังคมและประเทศชาติ
2 )  ความสำคัญของครู 
ในชีวิตของคนเราถือว่า บิดามารดา เป็นผู้มีพระคุณอันสูงสุด เพราะท่านเป็นผู้ให้ชีวิต ให้ความรัก ให้ความเมตตา มีความห่วงใย และเสียสละเพื่อลูก นอกจาก บิดามารดา แล้ว ก็มีครูเป็นผู้มีพระคุณคล้าย บิดามารดา คือ เป็นผู้อบรมสั่งสอนถ่ายทอดวิชาความรู้ให้ รวมทั้งให้ความรัก ความเมตตาต่อศิษย์ทุกคน นับได้ว่าครูเป็นผู้เสียสละที่ไม่แพ้บุพการี ครูจึงนับเป็นปูชนียบุคคลที่มีความสำคัญอย่างมาก ในการให้การศึกษาเรียนรู้ ทั้งในด้านวิชาการ และประสบการณ์ ตลอดเป็นผู้มีความเสียสละ ดูแลเอาใจใส่ สั่งสอนอบรมให้เด็กได้พบกับแสงสว่างแห่งปัญญา อันเป็นหนทางแห่งการประกอบอาชีพเลี้ยงดูตนเอง รวมทั้งนำพาสังคมประเทศชาติ ก้าวไปสู่ความเจริญรุ่งเรือง ฉะนั้นวันที่ 6 ตุลาคม จึงได้เป็นวันครูสากล เพื่อคนที่เป็นครูทั่วโลกที่เสียสละนำพาเราทุก ๆคน ไปถึงฝั่งฝันนั่นเอง 
3 ) ประวัติความเป็นมา 
ได้จัดให้มีขึ้นครั้งแรกเมื่อวันที่ 16 มกราคม พ.ศ.2500 สืบเนื่องมาจากการประกาศพระราชบัญญัติครูในราชกิจจานุเบกษาเมื่อปี พ.ศ.2488 ซึ่งระบุให้มีสภาในกระทรวงศึกษาธิการเรียกว่า คุรุสภา เป็นนิติบุคคลให้ครูทุกคนเป็นสมาชิกคุรุสภา โดยมีหน้าที่ในเรื่องของสถาบันวิชาชีพครูในขณะเดียวกัน ก็ทำหน้าที่ให้ความเห็นเรื่องนโยบายการศึกษา และวิชาการศึกษาทั่วไปแก่กระทรวงศึกษาธิการ ควบคุมจรรยาและวินัยของครู รักษาผลประโยชน์ ส่งเสริมฐานะของครู จัดสวัสดิการให้ครู และครอบครัวได้รับความช่วยเหลือตามสมควร ส่งเสริมความรู้ และความสามัคคีของครู ทุกปีคุรุสภาจะจัดให้มีการประชุมสามัญคุรุสภาประจำปี เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้แทนครูทั่วประเทศแถลงผลงานในรอบปีที่ผ่านมา และซักถามปัญหาข้อข้องใจต่างๆ เกี่ยวกับการดำเนินงานของคุรุสภาโดยมีคณะกรรมการอำนวยการคุรุสภา เป็นผู้ตอบข้อสงสัย สถานที่ในการประชุมสมัยนั้นใช้หอประชุมสามัคคยาจารย์ หอประชุมของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และในระยะหลังใช้หอประชุมคุรุสภา คณะมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2499 ให้วันที่ 16 มกราคมของทุกปีเป็น วันครู โดยถือเอาวันที่ประกาศพระราชบัญญัติครูในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 16 มกราคม พ.ศ.2488 เป็น วันครู และให้กระทรวงศึกษาธิการสั่งการให้นักเรียนและครูหยุดในวันดังกล่าว งานวันครูได้จัดเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 16 มกราคม พ.ศ.2500 ในส่วนกลางใช้สถานที่ของกรีฑาสถานแห่งชาติเป็นที่จัดงาน ได้กำหนดเป็นหลักการให้มีอนุสรณ์งานวันครูไว้แก่อนุชนรุ่นหลังทุกปี อนุสรณ์ที่สำคัญ คือ หนังประวัติครู หนังสือที่ระลึกวันครู และสิ่งก่อสร้างที่เป็นถาวรวัตถุ
 4 ) การจัดกิจกรรมทางวัฒนธรรมในวันครู 
เพื่อให้ความรู้ความเข้าใจในบทบาท และหน้าที่ของครู ตลอดจนจรรยามารยาทและวินัยตามระเบียบประเพณีครู และบทบาทหน้าที่ของศิษย์ที่พึงปฏิบัติต่อครู คลอดจนการจัดกิจรรมได้เหมาะสม และมีประสิทธภาพ 
5 ) กิจกรรมวันครู 
การจัดงานวันครูได้ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงกิจกรรมให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของสังคมตลอดเวลาในปัจจุบันได้จัดรูปแบบการจัดงานวันครูจะมีกิจกรรม 3 ประเภทใหญ่ๆ ดังนี้ 
- กิจกรรมทางศาสนา 
- พิธีรำลึกพระคุณบูรพาจารย์ ประกอบด้วยพิธีปฏิญาณตนการกล่าวคำระลึกถึงพระคุณบูรพาจารย์ 
- กิจกรรมเพื่อความสามัคคีระหว่างผู้ประกอบอาชีพครู ส่วนมากเป็นการแข่งขันกีฬา หรือการจัดงานรื่นเริงในตอนเย็น 

วันครู

อ้างอิงจาก http://hilight.kapook.com/view/19311

ผู้เชี่ยวชาญเผย ปฏิทินมายาไม่เคยระบุว่าโลกแตก

ดูเหมือนจะเป็นประเด็นที่กลับมาฮือฮากันอีกครั้งแล้ว สำหรับเรื่องคำทำนายตามปฏิทินมายาที่มีการตีความว่า โลกจะถึงคราวอวสานในปี 2012 เพราะนับตั้งแต่เริ่มต้นปีใหม่ ขึ้นปี 2012 ตัวเลขของปี ค.ศ. ก็ยิ่งตอกย้ำใครหลาย ๆ คนที่เชื่อเรื่องโลกแตกให้หวาดกลัวกันไปต่าง ๆ นานา แม้ว่าจะเคยมีผู้เชี่ยวชาญออกมาบอกว่าเป็นไปไม่ได้มาตลอดก็ตาม ล่าสุด ดูเหมือนว่าจะมีคนมาลบล้างความเชื่อดังกล่าวได้อีกแรงหนึ่งแล้ว เมื่อผู้เชี่ยวชาญด้านชาวมายันจากแคนาดาได้ออกมาเปิดเผยว่า ปฎิทินมายาไม่เคยระบุถึงวันสิ้นโลกแต่อย่างใด เว็บไซต์เดลิเมลของอังกฤษ รายงานเมื่อวันที่ 1 มกราคมว่า ศาสตราจารย์เลออนโซ แบร์เรโน ผู้เชี่ยวชาญด้านชนเผ่าและภาษามายัน แห่งมหาวิทยาลัยเรจินา แคนาดา ได้ออกมาเปิดเผยว่า ปฎิทินมายาของชาวมายันนั้นถูกตีความผิดมาโดยตลอด เพราะแท้จริงแล้วปฎิทินไม่ได้มีการระบุเรื่องวันสิ้นโลกแต่อย่างใด โดยศาสตราจารย์แบร์เรโน ได้ระบุว่า เขาเคยได้รับการสอนอ่านปฎิทินมายาจากคนเฒ่าคนแก่ชาวมายันแท้ ๆ และได้รู้ว่าปฏิทินมายาไม่ได้พูดถึงวันสิ้นโลกเลย ดังนั้น ที่ผู้เชี่ยวชาญหลายคนออกมาพูดเรื่องวันสิ้นโลกโดยอ้างปฏิทินมายานั้น เป็นเรื่องของการตีความกันไปผิด ๆ ปฏิทินดังกล่าวไม่ได้หมายถึงโลกจะถึงคราววิบัติเลยแม้แต่น้อย โดยศาสตราจารย์แบร์แรโน ได้กล่าวว่า “ตั้งแต่ผมได้เรียนรู้เกี่ยวกับปฎิทินมายาจากคนเฒ่าคนแก่และผู้นำทางด้านความเชื่อชาวมายัน ผมไม่เคยได้ยินคำว่าวันสิ้นโลกจากพวกเขาเลยนะ สำหรับชาวมายันแล้ว การที่ปฏิทินมายาสิ้นสุดในวันที่ 21 ธันวาคม 2012 ไม่ได้หมายความว่าโลกจะวิบัติ แต่มันเป็นแค่การสิ้นสุดปฎิทินรอบนี้ เพื่อเริ่มต้นปฏิทินใหม่ตามความเชื่อที่เชื่อมโยงกับเทพเจ้า เป็นเรื่องที่เบิกบานน่ายินดีสำหรับพวกเขา และที่สำคัญ การสิ้นสุดปฎิทินเพื่อเริ่มต้นปฎิทินใหม่อย่างนี้ก็เกิดขึ้นมา 4 ครั้งแล้วก่อนหน้านี้ และโลกก็ยังไม่เคยถึงคราวอวสานเลย” นอกจากนี้ ศาสตราจารย์แบร์เรโนยังให้ข้อสังเกตอีกว่า ตลอดเวลาที่ผ่านมา ผู้คนทั่วโลกต่างรู้ว่าปฎิทินมายันสิ้นสุดในปีนี้ และนั่นหมายถึงวันสิ้นโลก ซึ่งก็มีสารคดี บทความเรื่องนี้เผยแพร่กันอย่างมากมาย แต่กลับไม่มีสื่อไหนเคยเสนอมุมมองของชาวมายันที่มีต่อเรื่องนี้เลยแม้แต่น้อย นั่นก็เพราะว่าแทบจะไม่มีใครเคยไปสัมภาษณ์กับชาวมายันแท้ ๆ เพื่อไขข้อข้องใจเรื่องนี้เลยนั่นเอง ทั้งนี้ การออกมาเปิดเผยของศาสตราจารย์แบร์เรโน ดูเหมือนจะสอดคล้องกับคำกล่าวของ สเฟน โกรเนเมเยอร์ นักแปลอักษรโบราณชาวเยอรมัน จากมหาวิทยาลัยลาโทรบในออสเตรเลีย ที่ได้ออกมาเปิดเผยก่อนหน้านี้เพียง 1 เดือนว่า ชาวตะวันตกตีความปฏิทินมายาผิดมาโดยตลอด ปี 2012 ไม่ได้เป็นปีที่โลกแตก แต่อาจหมายถึงว่าจะมีความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เกิดขึ้นบนโลก หรืออาจเป็นปีแห่งการสิ้นสุดอารยธรรมยุคปัจจุบันของโลก เพื่อเปลี่ยนแปลงไปสู่ยุคอารยธรรมอีกยุคสมัยหนึ่งก็เป็นได้

อ้างอิงจาก http://hilight.kapook.com/view/66219